เปลี่ยนบ้านไม้เก่าอายุกว่า 60 ปีให้อบอุ่นด้วยความทรงจำ
รีโนเวตบ้านไม้เก่า ที่อายุกว่า 60 ปีของพ่อแม่ให้มีฟังก์ชันรองรับวิถีสมัยใหม่ โดยยังคงนำวัสดุไม้เก่า เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงของใช้เดิมๆ กลับมาใช้งานภายในพื้นที่ที่วางผังใหม่ในกลิ่นอายความทรงจำเดิม
Design Directory : สถาปนิก AUN Design Studio


ปัจจุบัน ย่านบางขุนนนท์ค่อยๆ เปลี่ยนหน้าตาจากพื้นที่เรือกสวนและชุมชนริมน้ำของฝั่งธนบุรีไปตามเมืองที่ขยายตัว ถนนเข้ามาแทนที่เส้นทางน้ำ ผู้คนและวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่กลิ่นหอมจากหม้อก๋วยเตี๋ยวและร้านเก่าแก่สองข้างทางกลับยังคงทำหน้าที่เป็นภาพจำของย่าน จนบางขุนนนท์เป็นที่รู้จักในฐานะ “ถนนเส้นก๋วยเตี๋ยว” แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ในซอยย่อยจากถนนสายหลัก บ้านไม้หลังหนึ่งที่ยังคงอยู่ตรงนั้นมานานกว่าหกทศวรรษ แถมยังมีร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าเด็ดที่ปากซอยเป็นจุดสังเกต ที่นี่เป็นบ้านของครอบครัวที่พ่อแม่ร่วมกันสร้างขึ้นมาเพื่อเลี้ยงดูลูก ๆ 3 คนจนเติบโต เต็มไปด้วยภาพความทรงจำมากมาย ก่อนที่แต่ละคนจะแยกย้ายไปสร้างครอบครัวของตัวเอง จนเมื่อวันที่พ่อแม่จากไปแล้ว ลูก ๆ จึงได้คุยกันและเห็นตรงกันว่าควรจะรักษาบ้านที่พ่อแม่สร้างไว้ โดย รีโนเวตบ้านไม้เก่า พร้อมปรับปรุงให้กลับมาใช้งานได้เหมาะกับชีวิตสมัยใหม่มากขึ้น

คุณอุ่น–เขตขัณฑ์ ยอดพริ้ง สถาปนิกและน้องชายคนเล็กของบ้านเล่าย้อนถึงบ้านหลังเดิมว่า “พ่อและแม่สร้างบ้านนี้มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2505 บนพื้นที่ 44 ตารางวา จนถึงวันนี้ก็ทรุดโทรมไปตามเวลา เราจึงคิดกันว่า เราควรปรับปรุงให้ตอบสนองไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน แต่ถ้าตามโจทย์นี้จะต้องรื้อบ้านเดิมและสร้างบ้านใหม่เป็นตึก ก็เสียดายภาพความทรงจำตามมุมต่าง ๆ ของบ้านเดิม อย่างลานข้างบ้านที่ผมเคยวิ่งเล่นล้มจนหัวกระแทก เป็นลานที่พ่อสอนปลูกต้นไม้ และเป็นลานที่แม่ใช้ตากปลาสลิด หรือมุมครัวใต้หลังคากันสาดที่แม่สอนทำกับข้าว ทุกมุมมีความทรงจำดี ๆ ที่ยังอยากเก็บไว้นึกถึง เลยเป็นจุดเริ่มต้นในการปรับปรุงบ้านหลังนี้ให้พี่โอ่ง(คุณจิตติมา ยอดพริ้ง) พี่สาวคนกลางได้อยู่เป็นหลัก และก็มีพื้นที่ให้ญาติพี่น้องมาพักพิงได้ด้วย”

รักษาบ้านเดิมเพิ่มเติมฟังก์ชันใหม่
งานปรับปรุงบ้านจึงเริ่มด้วยการรื้อพื้นไม้และผนังภายในของบ้านพ่อเดิมออกจนเหลือแค่เสากับโครงสร้างหลังคา เพื่อจัดวางผังพื้นที่ใช้งานภายในบ้านใหม่ทั้งหมด ซึ่งเมื่อรื้อแล้วจึงได้พบว่าเสาไม้ในบ้านทั้งหมด 9 ต้นหลุดขาดจากตอม่อไปแล้ว 7 ต้น แต่บ้านยังอยู่ได้ด้วยกรอบของอาคารโครงสร้างไม้ที่ยึดโยงกัน เมื่อปรึกษาวิศวกรแล้วจึงได้แนะนำให้เสริมเหล็กเข้าไปเพิ่มความมั่นคงแทนการรื้อสร้างใหม่ทั้งหมด
“เราเลยเสริมพื้นให้สูงขึ้นอีกหน่อยเพื่อป้องกันปัญหาความชื้นและปลวก และอีกเหตุผลหนึ่งคือต้องการให้พื้นชั้นล่างสูงกว่าระดับถนนซอยหน้าบ้าน โชคดีที่ยังใช้ไม้จากบ้านพ่อเดิมที่ยังคงมีคุณภาพดีผสมกับไม้สักเก่าจากโรงสีของคุณยายที่ฉะเชิงเทรารวมได้ 90%พร้อมกับเติมไม้ใหม่อีกสัก 10% เราทำงานออกแบบมานานจึงรู้ว่าไม้ใหม่ถึงจะอบแล้วก็ยังมีโอกาสยืดหดได้ แต่ไม้เก่าจะค่อนข้างคงที่ แม้จะมีร่องรอยรูตะปูเก่าอยู่ ซึ่งเรามองว่าเป็นเสน่ห์ดี ส่วนพื้นที่ในบ้านที่เคยกั้นห้องไว้ก็รื้อออกแล้วทำชั้นล่างให้เป็นโอเพ่นแปลน เปลี่ยนมุมบันไดใหม่เพื่อให้ข้างบนมีพื้นที่เพิ่มขึ้นด้วยแต่ยังใช้โครงบันไดเดิม ข้างบนก็ลดจำนวนห้องนอนจาก 3 ห้องให้เหลือห้องนอนใหญ่ห้องเดียวและทำประตูเชื่อมต่อสู่มุมอเนกประสงค์ที่ปรับเป็นห้องนอนที่ญาติพี่น้องมาพักได้พร้อมกับมีห้องทำงานเล็ก ๆ อีกห้อง”


แม้แต่ส่วนหลังคา คุณอุ่นยังเลือกใช้วิธีอยู่ร่วมกันระหว่างของเก่ากับของใหม่ โดยเก็บกระเบื้องลอนคู่ของบ้านพ่อเดิมที่ยังใช้งานได้และซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด พร้อมกับเสริมการใช้งานด้วยการซ้อนหลังคาเมทัลชีตติดฉนวนกันความร้อนแทรกไว้ภายในเพื่อป้องกันการรั่วซึมและเป็นการป้องกันความร้อนเข้าสู่บ้านด้วย
คุณปุ๋ย-ปรียานุช เรืองสังข์ หนึ่งในทีมสถาปนิกช่วยเล่าเสริมถึงอีกหนึ่งส่วนที่สร้างเพิ่มขึ้นมาใหม่ว่า “เมื่อก่อนครัวกับห้องน้ำอยู่นอกชาน เวลาใช้งานทีก็ต้องออกนอกบ้าน ก็เลยเสนอไอเดียรื้อห้องน้ำและห้องครัวเดิมพร้อมสร้างอาคารเซอร์วิสแนวตั้ง 2 ชั้นขึ้นมาใหม่ด้านข้าง ขนาดความกว้าง 2 เมตรยาวขนานและประกบไปกับตัวบ้านไม้เดิม โดยเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก รองรับงานระบบสุขาภิบาลที่ทำใหม่ทั้งห้องน้ำ ห้องครัว และส่วนซักล้างพร้อมระเบียง ช่วยทำให้ฟังก์ชันบ้านสมบูรณ์ขึ้นและใช้งานได้ในระยะยาว แต่โครงสร้างใหม่กับเก่านี้ต้องแยกกันดี ๆ เพราะโครงสร้างบ้านไม้เก่ากับโครงสร้างบ้านใหม่มีโอกาสทรุดตัวได้ไม่เท่ากัน เนื่องจากก่อสร้างกันคนละช่วงเวลา”



ข้าวของเครื่องใช้เก่าเติมเต็มความทรงจำเดิม
สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีแค่การนำวัสดุเก่ากลับมาใช้งานอย่างคุ้มค่าโดยที่ไม่ต้องไปหาซื้อจากร้านวัสดุก่อสร้าง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เจ้าของบ้านเลือกสรรให้มาอยู่ร่วมกันเพื่อซ้อนภาพความทรงจำเดิมให้คงอยู่ในบ้านหลังใหม่ ไม่ว่าจะเป็นตู้กับข้าว โอ่ง ไห ก็กลายเป็นของใช้ที่ตกแต่งบ้านได้อย่างกลมกลืน
“เฟอร์นิเจอร์ในบ้าน 80% เป็นของเดิม เมื่อก่อนสมัยเรายังเด็กพ่อชอบชวนไปซื้อโต๊ะ ตู้ ตั่งไม้จากงานราชทัณฑ์ที่สวนอัมพรครับ เราเรียกกันเล่น ๆว่า ‘มิลานแฟร์’ ทำให้เรารักงานไม้แบบไม่รู้ตัว เราเลยใช้ของเดิมแต่ขัดทำสีใหม่ ย้อมโชว์เสี้ยนไม้สีดำเน้นเป็นสีโทนเข้ม เช่น เขียวเข้ม น้ำเงินเข้ม แดงเข้มที่เหมาะกับบ้านไทย แต่ใช้ผนังภายในเป็นสีขาวเพื่อไม่ให้ดูมืดทึบ และยังมีอีกหลายอย่างที่เราประยุกต์ใช้จากของเดิม อย่างบานฝาไหลตรงห้องครัวก็มาจากหน้าต่างชุดเดิม มือจับประตูก็ทำจากราวลูกกรงบันไดเก่า หน้าต่างบานเปิดคู่เดิมก็นำมาขัดซ่อมใหม่และเสริมเดือยหางเหยี่ยวให้บานหน้าต่างเดิมติดกันเพื่อเปลี่ยนรูปแบบการเปิดใหม่เป็นบานกระทุ้ง สามารถติดอุปกรณ์ในการดันเปิดปิดหน้าต่างได้โดยที่ไม่ต้องเปิดมุ้งลวด ผนังไม้อัดฟอกสีอ่อนและผนังยิปซัมบอร์ดสีขาวที่กรุใหม่ภายในบ้านเพื่อให้สามารถใส่ฉนวนกันความร้อนอยู่ด้านใน ดูแลง่ายและเข้ากับวิถีชีวิตปัจจุบันมากขึ้น ส่วนที่ทำใหม่ชัด ๆ คือเคาน์เตอร์ครัวบิลท์อินที่ตั้งใจให้มีขนาดใหญ่หน่อยเพื่อให้พี่โอ่งได้มีพื้นที่ทำขนมที่เป็นงานอดิเรกด้วย”






เรือนแยกหลังใหม่เพื่อใช้งานในอนาคต
นอกจากห้องครัวและห้องน้ำที่สร้างขึ้นเป็นอาคารใหม่แล้ว คุณอุ่นยังเปลี่ยนโรงรถเดิมที่อยู่ข้างบ้านให้เป็นเรือนอเนกประสงค์โดยประยุกต์มาจากศาลานอกบ้าน เผื่อให้เป็นพื้นที่ของการใช้ชีวิตที่ปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต
“ผมต่อเติมเรือนนี้ให้พี่โอ่งสามารถปรับใช้เป็นเรือนนอนเวลาเดินขึ้นชั้น 2 ของบ้านไม่ไหว เป็นเรือนที่ลงเสาเข็มใหม่แยกจากบ้านเดิมเลย ซึ่งตอนนี้ตกแต่งไว้เป็นห้องนั่งเล่น ทำหน้าต่างเจาะช่องไว้เผื่อพี่โอ่งปรับใช้ทำคาเฟ่ขายขนมเบเกอรี่ ก็จะมีช่องสำหรับส่งของได้โดยไม่ต้องออกจากบ้าน และก็ทำระบบสำหรับต่อเติมห้องน้ำได้ในอนาคตด้วย ตอนนี้ตัวหลังคายังเป็นกระเบื้องลูกฟูกลอนใส แต่ถ้าในอนาคตจะปรับเป็นห้องนอนก็ค่อยติดฝ้าปิดได้ ส่วนที่จอดรถนั้นผมย้ายให้ไปอยู่หน้าบ้าน อันนี้ก็เป็นโจทย์สำคัญที่พี่โอ่งขอไว้ เพราะเมื่อก่อนเราต้องจอดซ้อน 2 คันต่อกันทางลึก เวลาคันในออกก็ต้องให้คันนอกขยับรถให้ เลยทำลานและประตูรั้วหน้าบ้านให้มีช่วงสแปนกว้างขึ้น ไว้ให้จอดรถเป็นแนวยาวต่อกัน 2 คันได้ ขนานกับถนนซอย เข้าออกได้สะดวก โดยใช้เสาไม้ซุงเก่าที่ได้มาจากโรงสีคุณยายมาต่อกับคานซึ่งทำเป็นโครงเหล็ก Truss แล้วปิดผิวด้วยแผ่นไม้สักเก่าเพื่อให้ดูกลมกลืน เวลาไม่จอดรถก็ยังใช้ตรงนี้เป็นที่นั่งเล่นรับลมหน้าบ้านได้”



บ้านพ่อที่เป็นความทรงจำของลูกและเป็นประวัติศาสตร์ของครอบครัว
การรีโนเวตบ้านอาจไม่ใช่เรื่องของการรักษาบ้านเก่าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรักษาความสัมพันธ์และความผูกพันระหว่างคนกับสถานที่เอาไว้ เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยน บ้านก็ต้องเปลี่ยนตาม แต่ไม่จำเป็นต้องลบความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นออกทั้งหมด เพราะบ้านไม่ใช่แค่สถาปัตยกรรม หากคือประวัติศาสตร์ส่วนตัวที่ยังมีชีวิตอยู่เหมือนที่คุณโอ่งกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า
“บ้านหลังนี้เป็นประวัติศาสตร์ของครอบครัวเรา ทุกมุมมีความทรงจำและความผูกพันอยู่ ซึ่งอุ่นก็สามารถออกแบบมาได้ดีโดยที่เราแทบจะไม่ต้องบอกอะไรเลย เก็บของเดิมไว้ได้ทุกอย่าง แม้แต่ต้นมะม่วงที่พ่อปลูกตั้งแต่ตอนมีบ้าน เหมือนกับเราได้บ้านหลังใหม่แต่ยังมองเห็นเรื่องราวชีวิตเดิมอยู่ตามมุมนั้นมุมนี้ของบ้านผสมไปกับภาพใหม่ ๆ ที่มาพร้อมกับความสะดวกสบาย บ้านไม้แบบนี้หายากแล้ว และเราก็ดีใจที่ได้เก็บรักษาบ้านที่พ่อแม่สร้างไว้ให้ยังคงมีชีวิตต่อไปได้อีกนานชั่วลูกชั่วหลาน”






เจ้าของ : คุณจิตติมา ยอดพริ้ง
สถาปนิก : AUN Design Studio โดยคุณเขตขัณฑ์ ยอดพริ้ง และคุณปรียานุช เรืองสังข์
เรื่อง : ภัทรสิริ โชติพงศ์สันติ์
ภาพ : อนุพงษ์ ฉายสุขเกษม
สไตล์ : Suntreeya